spicejet thailand
spicejet thailand

เดลี สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไป ห้ามพลาด!

ท่องเที่ยว ที่ กรุงเดลี

กรุงเดลีเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน  ประเทศอินเดีย ตัวเมืองได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ด้วยพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันทำให้กรุงเดลีมีความโดดเด่นต่างจากเมืองอื่นๆในอินเดีย ซึ่งจะทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างกันทั้งมนต์เสน่ห์ของศาสนสถานและวัฒนธรรมของมัสยิดและสุเหร่าที่มีเป็นจำนวนมากตั้งแต่สมัยโบราณของเดลีเก่า สถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของเดลีใหม่ หรือ นิวเดลี ซึ่งเป็นส่วนที่อังกฤษสร้างขึ้นและยังเป็นที่ตั้งรัฐสภาและสถานที่ทำการของรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของอินเดียในปัจจุบัน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยยังได้มีสิทธิพิเศษ เมื่อเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งของประเทศอินเดีย และแสดงพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางไทยให้เจ้าหน้าที่ดู สามารถใช้ลดค่าบัตรผ่านเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ในราคาที่เท่ากับคนอินเดีย

India Gate หรือประตูเมืองอินเดีย

ที่มา : https://www.justdial.com/Lucknow/India-Gate-India-Gate/011PXX11-XX11-111111120826-T8F9_BZDET/photos

 

สิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายกับ L’ Arc de Triomphe หรือประตูชัยของฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ทหารที่พลีชีพในสงครามครั้งสำคัญของอินเดีย โดยได้จารึกรายชื่อของทหารที่เสียชีวิตในสนามรบ เช่น ทหารและข้าราชการอินเดียและอังกฤษ จำนวน 13,516 คน ที่พลีชีวิตในสงครามชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และสงครามอัฟกานครั้งที่ 3 และรวมทั้งทหารอินเดีย จำนวน 60,000 นาย ที่เสียชีวิตในสงครามโลก ครั้งที่ 1

วัสดุในการก่อสร้างเป็นหินทรายแดง เป็นแท่งทึบ มีความสูงจากระดับพื้นถนน 42.3 เมตร ส่วนบนยอดของประตูอินเดีย สร้างเป็นอนุสรณ์แก่ทหารนิรนามโดยการแกะสลักชื่อทหารที่สละชีพในสงคราม

ตรงกลางระหว่างใต้ซุ้มประตู มีอีกหนึ่งอนุสรณ์เล็กๆ สร้างหลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช ด้วยหินอ่อนสีดำ  ปืน L1A1 และหมวกทหาร  ล้อมด้วยคบเพลิงที่ถูกจุดให้ลุกไหม้ตลอดเวลา เพื่ออุทิศให้แก่ทหารไร้ชื่อ ซึ่งเสียชีวิตในสงครามอินเดีย-ปากีสถาน ในปี ค.ศ. 1947 และมีอักษรจารึกเป็นภาษาฮินดีว่า “อมร ชะวาน ชโยติ” (อมร แปลว่า ผู้ไม่ตาย, ชะวาน แปลว่า ทหาร และ ชโยติ แปลว่า ความรุ่งเรือง หรือ ความสว่าง)

ราชฆาฎ (Raj Ghat)

ที่มา : https://www.trekearth.com/gallery/Asia/India/North/Delhi/photo1486092.htm

 

ราชฆาฎเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมหาตมคานธี บิดาแห่งชาติอินเดีย (Father of the Nation) อนุสาวรีย์แห่งนี้คนทั่วไปเรียกว่า คานธีสมาธิ สร้างขึ้นบริเวณที่เผาศพมหาตมคานธี ณ จุดที่เผาศพสร้างเป็นแผ่นหินเรียบๆ สีดำยกพื้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีดวงไฟจุดบูชาไว้ตลอดเวลา ข้างๆ แท่นหินนี้เขียนไว้ว่า “เห ราม” ( Oh God!) อันเป็นคำที่มหาตมคานธีกล่าวก่อนสิ้นใจเมื่อถูกยิง รอบแท่นหินมีทางเดินยกระดับก่อด้วยหินสีนวลล้อมเป็นบริเวณกว้าง ที่ตั้งของราชฆาฏมีอาณาบริเวณกว้างขวางนับสิบๆไร่ สมกับเป็นที่รำลึกถึงมหาบุรุษของชาติ

 

ราชฆาฎนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่อาคันตุกะสำคัญจากต่างประเทศมักไปวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะแด่มหาตมคานธี

พิพิธภัณฑ์มหาตมคานธี (Gandhi Smriti Museum)

 

ที่มา  : https://www.justdial.com/photos/gandhi-smriti-and-darshan-samiti-museum-ito-delhi-tourist-attraction-amvyv-pc-79846551-sco-239aapkg

 

ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับราชฆาฏ บนถนน Tees January Marg ใจกลางกรุงนิวเดลี ภายในบริเวณพิพิธภัณฑสถาน ประกอบด้วยบ้านพักที่มหาตมะคานธีอาศัยอยู่ในช่วง 144 วันสุดท้ายของชีวิต ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1947 จนกระทั่งถูกลอบสังหารในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948

 

ภายในบริเวณอาคารบ้านพักเป็นที่จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของมหาตมะคานธี ภาพถ่าย เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือของมหาตมะคานธี และเอกสารอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์สารคดีที่แสดงถึงชีวประวัติ แนวความคิด และการเคลื่อนไหวเพื่อการเรียกร้องเอกราชของมหาตมะคานธี โดยการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์และเทคโนโลยีในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ

 

ราษฎร์ปติภวัน (Rashtrapati Bhavan)

ที่มา  : https://rashtrapatisachivalaya.gov.in/rbtour/

 

ราษฎร์ปติภวันหรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินเดีย ตั้งอยู่ที่ต้นถนน Rajpath ด้านตะวันตกบนเนิน Raisina Hill ตรงข้ามกับ India Gate ซึ่งอยู่ปลายถนนด้านตะวันออก เดิมเคยใช้เป็นวังของอุปราชอังกฤษในสมัยอาณานิคม มีห้องถึง 340 ห้อง ออกแบบโดย Sir Lutyens สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1929 เป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างตะวันตกกับศิลปะโมกุล

 

ตัวห้องโถงที่เรียกว่า Durbar Hall มีโดมขนาดใหญ่แบบอินเดียทำด้วยทองแดงอยู่ด้านบน ใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญๆของทางการ ทางทิศตะวันตกมีสวนโมกุล (Mughal Garden) ซึ่งมีชื่อเสียงว่างดงามมาก เปิดให้คนทั่วไปชมเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้ออกดอกสวยงาม และเปิดให้เข้าเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (National Museum)

ที่มา  : https://en.wikipedia.org/wiki/File:India_national_museum_01.jpg

 

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ตั้งอยู่ที่ถนน Janpath กรุงนิวเดลี เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปกรรมของอินเดียมากกว่า 150,000 ชิ้น ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่อารยะธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์อินเดียที่มีอายุกว่า 5,000 ปี รวมทั้งศิลปกรรมอันล้ำค่าของเอเชียกลางจากเส้นทางสายไหมที่นับได้ว่าหายากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

 

สิ่งสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนิกชนทั่วโลกเข้าไปสักการะเมื่อมาเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนบุษบกไม้สักแกะสลักปิดทอง ซึ่งมีความแตกต่างจากพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ตามสถานที่สำคัญๆ ของไทยที่มักจะมีลักษณะเหมือนเมล็ดข้าวหักเล็กๆ หรือเมล็ดงาสีขาว

 

ป้อมแดง (Red Fort)

ที่มา : https://hindi.indiatvnews.com/paisa/business-dalmia-group-adopt-delhi-s-red-fort-for-5-years-580155

ป้อมแดง หรือที่คนอินเดียทั่วไปเรียกว่า ลาล ขีลา (ลาล แปลว่า แดง และ ขีลา แปลว่า ป้อมปราการ) สร้างขึ้นจากหินทรายแดง เป็นพระราชวังของชาห์ เชฮันพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งของราชวงศ์โมกุล (องค์เดียวกับที่ทรงสร้างทัช มาฮาล)

 

ปัจจุบันป้อมแดงใช้เป็นที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดีย ในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกๆ ปี นายกรัฐมนตรีจะทำพิธีคลี่ธงชาติ และกล่าวสุนทรพจน์ ณ เชิงเทินของพระราชวังป้อมแดงนี้

 

ที่มา : https://www.ndtv.com/india-news/red-fort-to-remain-closed-to-public-for-a-week-from-august-8-1889725

ป้อมแดงเป็นป้อมปราการที่มีขนาดใหญ่มาก กำแพงทุกด้านมีความยาวถึง 1 ไมล์ครึ่ง กำแพงด้านแม่น้ำยมุนาสูง 60 ฟุต ด้านอื่นสูงบ้างต่ำบ้างไม่เท่ากัน กำแพงบางแห่งสูง 75 ฟุต บางแห่งสูงถึง 110 ฟุต

 

พระเจ้าชาห์ เชฮัน ทรงโปรดให้สร้างป้อมแดงในปี ค.ศ. 1638 ใช้เวลาสร้าง 10 ปีเสร็จในปี ค.ศ.1648 ซึ่งปัจจุบันนับได้ว่ามีอายุกว่า 350 ปี ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวป้อมนี้ ต้องประสบภัยพิบัติทั้งจากธรรมชาติและจากข้าศึกศัตรูหลายครั้ง ในปี ค.ศ. 1719 เกิดแผ่นดินไหว เป็นผลให้ป้อมแดงได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 1696 ถูกกองทัพเปอร์เซีย เข้ามาปล้นเอาทรัพย์สมบัติมีค่าไปเป็นอันมาก รวมทั้งราชบัลลังก์นกยูง (Peacock Throne) ซึ่งทำด้วยทองและเพชรนิลจินดาอันหาค่ามิได้ และต่อมาเมื่ออำนาจของราชวงศ์โมกุลเสื่อมโทรมลง ก็ถูกปล้นอีกหลายครั้ง

 

อาคารหลังแรกที่เข้าไปถึง เรียกว่า ดิวันอิอัม (Diwan-I-Am) เป็นที่ออกขุนนางชั้นนอก มีราชบัลลังก์ หินอ่อนอยู่ด้านใน เป็นที่พระเจ้าแผ่นดินประทับเวลาออกขุนนาง ผนังห้องราชบัลลังก์ฝังหินสีต่าง ๆ ซึ่งเป็นลวดลายนก ดอกไม้คล้ายของจริงมากที่สุด และยังคงสวยงามไม่ลบเลือน

 

พระที่นั่งที่เรียกว่า ดิวันอิขาส (Diwan-I-Khas) เป็นที่นั่งเฝ้าชั้นใน สร้าง ด้วยหินอ่อนสีขาว ฝีมือก่อสร้างประณีตกว่าพระที่นั่งชั้นนอก เพดานเป็นไม้แกะสลักสวยงาม มีพระแท่นราชบัลลังก์ซึ่งเคยประดิษฐานราชบัลลังก์นกยูง ที่เรียกว่า Peacock Throne ทำด้วยทองคำแท้ ฝังเพชรนิลจินดาล้ำค่า (บัลลังก์นี้ถูก Nadir Shah กษัตริย์เปอร์เซียที่เข้ามาโจมตีอินเดียนำไปไว้ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ในปี ค.ศ. 1739) ในห้องนี้มีอักษรจารึกไว้ว่า “ถ้าจะมีสวรรค์วิมานอยู่บนพื้นพิภพนี้ ก็คือ ที่นี่เอง ที่นี่เอง ที่นี่เอง”(“If there is a paradise on earth it is this, it is this, it is this”) เป็นคำจารึกที่ชอบพูดกันมาก

มัสยิดจามา (Jama Masjid)

ที่มา : http://www.truediscovery.com/jama-masjid-delhi/

 

มัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณถนน Netaji Subhash Marg อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “ป้อมแดง” หรือ “Red Fort” เป็นมัสยิดขนาดใหญ่และเป็นหนึ่งในจำนวนมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย

 

จักรพรรดิ์ ชาห์ จะฮาน ทรงมีบัญชาให้สร้างขึ้นเมื่อระหว่างปี ค.ศ. 1644 – 1658 ด้วยหินอ่อนสีขาวและหินทรายแดง ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวกับที่สร้างทัชมาฮาล ตัวอาคารมัสยิดตั้งอยู่บนเนินเขา “โบจาลา (Bho Jala)” ทางขึ้นอยู่ด้านหน้าเป็นบันไดไปสู่เนินเขา เมื่อผ่านประตูเข้าไปก็จะพบกับมัสยิดที่มีโดมสีขาวขนาดใหญ่ 3 โดม เด่นเป็นสง่า ใต้โดมคือห้องละหมาด มี 4 หอคอย และ 2 หอสำหรับอาซาน บริเวณลานมัสยิดสามารถจุคนที่มาร่วมพิธีทางศาสนาได้ถึง 25,000 คน ส่วนบนเสาสูงยังสามารถขึ้นไปชมกรุงเดลีเก่าในมุมสูงได้อีกด้วย

 

สำหรับการขึ้นไปชมภาพมุมสูงจะต้องเสียค่าเข้าชม ก่อนเข้าสู่ภายในให้เช่าผ้าคลุมและถอดรองเท้าไว้ในห้องเก็บด้านนอกใกล้ประตูทิศเหนือ ผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมศีรษะและอาจเข้าพื้นที่บางส่วนไม่ได้หากไม่มีผู้ชายเข้าไปด้วย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8.00 – ก่อนพระอาทิตย์ตก 30 นาที ไม่มีค่าเข้าชมแต่จะมีค่านำกล้องถ่ายรูปเข้าไป 300 รูปี

 

กุตับมีนาร์ (Qutab Minar)

 

ที่มา : https://hindi.holidayrider.com/qutub-minar-information-in-hindi/

 

กุตับมีนาร์ (กุตับ คือ ชื่อของกษัตริย์ Qutb-ud-din Aibak (กุตับอุดดินไอบัก) และ มีนาร์ แปลว่า หอสูง) หรือเดิมชื่อ ปฤถวีสตัมภ์ (ปฤถวี คือ ชื่อของกษัตริย์ฮินดู และ สตัมภ์ แปลว่า เสา) เป็นหอสูงที่มีความงามได้สัดส่วน ภายนอกเป็นหินทรายสีแดง สร้างเป็นลูกฟูกขึ้นไปอย่างเกลี้ยงเกลา ซึ่งได้มีการสร้างต่อกันขึ้นไปหลายทอด หลายยุคสมัย แต่ละลูกฟูกจารึกเป็นอักษรอาระบิกจากบทสวดในพระคัมภีร์โกหร่าน

 

เดิมพระเจ้าปฤถวีราช กษัตริย์ฮินดูทรงสร้างหอไว้สูงเพียง 95 ฟุต เพื่อให้ลูกสาวขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาอันศักดิ์สิทธิ์ในขณะสวดมนต์ ต่อมากษัตริย์กุตับอุดดินไอบัก ซึ่งเป็นกษัตริย์มุสลิมได้ปรับปรุงในปี ค.ศ. 1200 จากนั้นกษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์เดียวกันได้สร้างต่ออีกสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1210 และ ค.ศ. 1236 กษัตริย์ฟิโรซ ชาห์ แห่งราชวงศ์ตุกลัขได้เสริมต่อจนเป็นรูปอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบันรวมแล้วใช้เวลาสร้างถึง 170 ปี ซึ่งนับเป็นศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูที่หาดูได้ยาก

 

ปัจจุบันที่คนนิยมไปเยี่ยมชมไม่แพ้หอกุตับมินาร์ คือ เสาเหล็ก ทำด้วยเหล็กอย่างดีไม่เป็นสนิม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใน ค.ศ. 257 หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เสามีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤตเป็นคำบูชาถวายพระวิษณุ เป็นที่เชื่อกันว่าถ้าใครเอาหลังพิงเสานี้ แล้วเอาแขนโอบทางเบื้องหลัง จนมือจับกันได้ ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์หรือมีบุญวาสนาหรือหากทำดังนั้นแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ความปรารถนาใดๆ ที่ขอจะสัมฤทธิ์ผล

 

วัดลักษมีนารายัน (Lakshmi Narayan Temple)

ที่มา : https://www.viator.com/New-Delhi-attractions/Birla-Mandir-Temple-Lakshmi-Narayan/d804-a12217

 

วัดลักษมีนารายัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Birla Mandir ตามชื่อของผู้สร้าง คือ นาย Raja Baldev Birla ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนสำคัญของอินเดีย วัดแห่งนี้เป็นวัดฮินดูขนาดใหญ่แห่งแรกในกรุงเดลีสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1933 เพื่อบูชาพระนารายณ์ (พระผู้พิทักษ์โลก) และพระลักษมี (เทพแห่งความมั่งคั่ง) เป็นที่ซึ่งคนอินเดียและคนต่างชาติที่นับถือเทพเจ้าทั้งสององค์นิยมไปกราบไหว้ขอพร ซึ่งเชื่อว่าจะทรงบันดาลให้สมความปรารถนา

 

นอกจากเทวรูปสำคัญ 2 องค์ดังกล่าวแล้ว ในบริเวณวัดที่สร้างอย่างงดงามยังมีเทวรูปตามความเชื่อของฮินดูอีกหลายองค์ เช่น พระกฤษณะ และพระพิฆเนศ สำหรับพระพิฆเนศ เป็นที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์มาก คนไทยที่มาเยี่ยมมักจะไปกราบขอพรให้ทำกิจการต่างๆ สำเร็จ

 

สุสานหุมายุน (Humayun’s Tomb)

ที่มา : https://www.agoda.com/vi-vn/city/new-delhi-and-ncr-in.html?cid=-218

 

สุสานหุมายุน เป็นที่ฝังศพของกษัตริย์หุมายุน ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์โมกุล สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1565 โดยสถาปนิกชาวเปอร์เชียชื่อ Mirak Mirza Ghiyas

สุสานหุมายุนเป็นแบบอย่างสถาปัตยกรรมโมกุลที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีแดง  และเป็นแบบอย่างในการสร้างทัชมาฮาลในเวลาต่อมา ภายในสุสานมีสวนที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงามและดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีหลุมฝังศพของมเหสีต่างๆ ของกษัตริย์หุมายุน รวมทั้ง Haji Begun อยู่ภายใน นอกจากสุสานขนาดใหญ่และสวนกว้างแล้ว คูน้ำซึ่งพบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมโมกุลของที่นี่มีน้ำไหลอยู่จริง ไม่แห้งเหือดเหมือนแห่งอื่น

 

วัดบาไฮ (Bahai Temple)

ที่มา : https://data-economy.com/ibm-set-to-train-200000-women-across-india-towards-stem-careers/

 

วัดบาไฮ หรือที่รู้จักในว่า วัดดอกบัว (Lotus Temple) สถานที่สักการะของศาสนาบาไฮ เป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ และเป็นอาคารสถาปัตยกรรมที่นำสมัยชิ้นหนึ่งของกรุงนิวเดลี

 

บาไฮเป็นนิกายที่มีถิ่นกำเนิดจากเปอร์เชีย วัดนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิหร่านชื่อว่า Fariburz Sabha เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1980 และเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1986 มีลักษณะเป็นรูปดอกบัวบาน ซึ่งประกอบด้วยใบบัวหินอ่อนจำนวน 27 กลีบ ตัวอาคารล้อมรอบด้วยสระน้ำจำนวนถึง 9 สระ ภายในวัดสามารถจุคนได้ถึง 1,300 คน โดยทุกคนสามารถมานั่งสมาธิที่นี่ได้ไม่ว่าจะนับถือศาสนาหรือนิกายใด

 

วัดบาไฮจะมีความพิเศษคือเมื่อถึงเวลากลางคืนจะมีการประดับประดาด้วยไฟทำให้หินดอกบัวหินอ่อนสว่างไสวขึ้นมาในยามค่ำคืนมองดูสวยงาม

กัมมาสธัมมะนิคม (Asokan Rock Edict)

ที่มา : http://www.thehistorytours.ga/2018/04/ashokan-edicts-in-delhi.html

 

ตั้งอยู่ในเขตไกรลาศตะวันออก กรุงนิวเดลี สถานที่แห่งนี้ได้มีการประกาศในปี ค.ศ. 1968 ว่าเป็นอนุสรณ์สถานที่มีความสำคัญในระดับชาติ เนื่องจากได้มีการปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จฯมาเพื่อทรงแสดงธรรมมหาสติปัฏฐานสูตร ในนครอินทรปัตถ์ให้แก่ชาวกุรุ ณ เมืองที่เรียกว่า “กัมมาสธัมมะนิคม”

ตรงจุดที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาปัจจุบันเป็นกองหินสีแดงขนาดย่อม และมีแผ่นหินก้อนหนึ่งบริเวณยอดกองหินมีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมี ซึ่งเชื่อกันว่าพระเจ้าอโศกเป็นผู้จารึกไว้เพื่อแสดงเป็นหลักฐานให้ทราบว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงพระสูตรดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นพระสูตรที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ กัมมาสธัมมะนิคมเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเดลีที่พุทธศาสนิกชนแวะไปสักการะ

สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเดลีมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางศาสนาเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยอินเดียเป็นดินแดนที่มีประวัติมากมายและเป็นต้นกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกมากถึง 4 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาซิกข์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถานที่ทั้งหลายเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่อดีต กรุงเดลีจึงกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความชื่นชอบ สนใจ และต้องการสัมผัสกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งเมื่อไปแล้วรับรองว่าคุ้มค่าแก่การไปเยือนแน่นอน

 

อ้างอิง

Jama Masjid. (24 กรกฎาคม 2562). สืบค้นจาก https://yellowpeachblog.wordpress.com/jama-
masjid/

สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงนิวเดลี. (24 กรกฎาคม 2562). สืบค้นจาก http://newdelhi.thaiembassy.org
/th/tourist-attractions-in-delhi-th/

เดลี อัครา เที่ยวอินเดีย ใครๆ ก็ไปได้ : ตอนที่ 1 เดลี. (24 กรกฎาคม 2562). สืบค้นจาก https://pantip.
com/topic/37061786

ตะลุย ที่เที่ยว อินเดีย 9 เมืองสวยแดนภารตะ ดีต่อใจ ต้องไปเยือน. (24 กรกฎาคม 2562). สืบค้นจาก
https://www.mushroomtravel.com/page/city-of-india/

 

 

By Lanlinta P.

 

สอบถามราคาตั๋วเพิ่มเติมได้ที่


ความคิดเห็น
Loading...
0
Connecting
Please wait...
ส่งข้อความ

ขออภัยด้วยครับ เราไม่ได้ออนไลน์ตอนนี้ กรุณาทิ้งข้อความไว้

ชื่อของคุณ
* อีเมล์
* คำอธิบาย
Login now

Need more help? Save time by starting your support request online.

Your name
* Email
* Describe your issue
We're online!
Feedback

Help us help you better! Feel free to leave us any additional feedback.

How do you rate our support?
%d bloggers like this: